ตลาดใหญ่ เริ่มต้นยาก แต่มากด้วยโอกาส

ตลาดใหญ่ เริ่มต้นยาก แต่มากด้วยโอกาส

ในวงสนทนาของนักลงทุนที่สนใจลงทุนกับสตาร์ทอัพในเฟสของการเริ่มก่อตั้งธุรกิจในวันนี้เริ่มมีความกังวลกับทิศทางของธุรกิจสตาร์ทอัพที่ต่างกระโจนเข้ามาด้วยการโคลนนิ่งไอเดียจากสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จจากที่อื่นในโลก ซึ่งมักจะโฟกัสไปในทิศทางที่คล้ายกันคือวนเวียนอยู่กับไลฟ์สไตล์ของสังคมเมือง ถึงแม้จะมีตัวอย่างของสตาร์ทอัพหลายรายที่ประสบความสำเร็จด้วยวิธีการนี้ แต่ความยั่งยืนของโมเดลธุรกิจยังเป็นประเด็นที่นักลงทุนมีความไม่มั่นใจ

จึงทำให้ชวนคิดว่า อาจจะถึงเวลาที่สตาร์ทอัพที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของปัญหาใหญ่ในสังคมจะได้เติบโตบ้าง ซึ่งหนึ่งในปัญหาอันดับต้นๆ ของสังคมคงหนีไม่พ้นเรื่องของการศึกษา นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าอุตสาหกรรมการศึกษาน่าจะเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่จะถูก “Disrupt” โดยที่หลายคนอาจไม่ทันรู้ตัว ถึงแม้จะยังไม่มียูนิคอร์นเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมนี้ แต่การเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนในกลุ่ม EdTech สูงขึ้นจาก 900 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2012 เป็น 3,200 ล้านเหรียญในปี 2015 ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าจับตามองไม่น้อย ประเด็นที่น่าวิเคราะห์ก็คือ ถึงแม้โอกาสทางธุรกิจจะมีขนาดและมูลค่าที่น่าดึงดูดใจแต่อุปสรรคในการเข้ามาของธุรกิจสตาร์ทอัพในด้านการศึกษายังมีความยากอยู่หลายเรื่อง

ปัญหาเรื่องการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา ไม่ใช่เป็นแค่ปัญหาระดับชาติแต่เป็นระดับโลกข้อมูลของ World Bank และ Ibis Capital ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา Global Size ของ Education Sector มีมูลค่าถึงกว่า 5.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 6.9% ของ Global Economy แต่มีธุรกิจ EdTech ที่ประสบความสำเร็จเกิดขึ้นน้อยมาก ในปี 2016 ข้อมูลของ CB Insights ระบุว่ามี 186 บริษัทที่ถูกจัดอันดับให้เป็นยูนิคอร์นที่มีมูลค่าธุรกิจเกินหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐ แต่มีเพียงสองบริษัทที่อยู่ในกลุ่ม EdTech คือ iTutorGroup ในประเทศจีนซึ่งพัฒนา Online English Learning Platform และ Age of Learning ในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งพัฒนาสื่อ Digital สำหรับเด็กอายุ 2-8 ปี ด้วยแอพพลิเคชั่น ABC Mouse

อุปสรรคในการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่ก็คือ 1) ระยะเวลาในการลงทุนและการพัฒนาแพลตฟอร์มหรือโซลูชั่นที่ต้องใช้เวลานานและอาจไม่ตอบโจทย์สตาร์ทอัพส่วนใหญ่ที่ต้องการ Quick Wins หรือสามารถ Exit ได้ในเวลาอันสั้น หรืออีกนัยหนึ่งก็คือธุรกิจนี้เข้ายากออกยาก จึงทำให้ดูเหมือนว่าสรรพกำลังของสตาร์ทอัพเพียงฝั่งเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อน 2)เทคโนโลยียังถูกมองว่าเป็นแค่ “ตัวประกอบ” เพราะยังไม่สามารถทดแทนกลไกการเรียนการสอนที่มีอยู่ในระบบปัจจุบันได้  3) ความสนใจของภาครัฐและเอกชนในเรื่องการขับเคลื่อนเทคโนโลยีทางการศึกษายังมีข้อจำกัดและมีอุปสรรคมากมายในเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนยากที่คนนอกจะเข้าใจ

บทสรุปที่แน่นอนสำหรับธุรกิจ EdTech ในวันนี้จึงไม่พ้นความจริงที่ว่าเป็นธุรกิจที่มีความน่าสนใจ มีตลาดที่ใหญ่มากและน่าจะสามารถสร้างยูนิคอร์นได้ แต่สิ่งที่สตาร์ทอัพต้องทำการบ้านอย่างหนักในการเข้ามาในตลาดนี้คือ การทำความเข้าใจข้อจำกัดของกลไกและโครงสร้างอุตสาหกรมการศึกษาและ “ปัญหาใหญ่” ที่ต้องการแก้ไข เช่น 1) ทำอย่างไรจะเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยใช้เทคโนโลยี? 2) ทำอย่างไรจะสร้างชุมชนการเรียนรู้นอกห้องเรียนโดยใช้เทคโนโลยีในการขับเคลื่อน? 3) ทำอย่างไรให้บุคคลากรในวงการศึกษาเข้าถึงเทคโนโลยีในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง? 4) ทำอย่างไรจะให้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นครื่องมือในการลดต้นทุนและต่อยอดนวัตกรรมใหม่? 5) อะไรคืออุปสรรคในการเข้ามาในธุรกิจนี้?

สตาร์ทอัพที่เติบโตไปเป็นยูนิคอร์นล้วนสร้างธุรกิจจากการมองเห็น “ปัญหา” หรือ การขาดประสิทธิภาพบางอย่างในอุตสาหกรรมเดิม วันนี้เราสังเกตุเห็น “ปัญหา” อะไรของการเรียนรู้ในและนอกห้องเรียน?

The Mentor Thailand

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *