ล้วงลึก startup! ตอนที่ 2-สัมภาษณ์โหด!

กระเทาะเปลือก startup! ตอนที่ 2

เรื่องเล่านี้มาจากประสบการณ์จริงของผู้บริหารมืออาชีพที่ทำงานในบริษัทสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าบริษัทเกือบหนึ่งหมื่นล้านบาท

เรื่องราวนี้ มีเจตนาเพียงแค่ให้ผู้ประกอบการที่กำลังอยู่ในระหว่างสร้างธุรกิจ ได้เรียนรู้การทำงานในองค์กรของ startup ที่กำลังเติบโตในแง่มุมที่มากกว่าการให้สัมภาษณ์จากสื่อทั่วๆ ไป เพราะเรากำลังจะพาคุณไปสู่การทำงานในโลกแห่งความเป็นจริงของสตาร์ทอัพ

การเจอกันครั้งที่ 2  กับผู้บริหารตลาด international เกิดขึ้นที่สถานที่ๆ บริษัทแห่งนี้ไปจัดงาน คราวนี้ไม่ได้เจอกันแค่คนเดียว แต่มีฝรั่งคนหนึ่งมาด้วย การพูดคุยเกิดขึ้นในห้องแต่งตัวของงานๆ นั้น ห้องแต่งตัว!!! ใช่ ห้องแต่งตัวจริงๆ ที่เค้าใช้แต่งตัว และทำงานสำหรับ organizer เวลาไปจัดงานนั่นแหล่ะ ทางผู้บริหารที่ดูตลาด international บอกว่าพวกเขาจะบินกลับกันในวันพรุ่งนี้จึงอยากเจออีกครั้งให้แน่ใจ และต้องเจอที่นี่เพราะบังเอิญมีงานที่พวกเขาต้องขึ้นเวทีในฐานะผู้บริหาร และสถานที่แห่งนี้ก็ไม่มีห้องที่พอจะเป็นส่วนตัว มีแต่ร้านอาหาร ฝรั่งคนที่มาด้วย ในที่สุดก็ได้รับการเฉลยว่าเป็น C0-founder ของบริษัทแห่งนี้ที่ดูแลงานด้าน IT การเป็น co-founder ใน startup ไม่ว่าคุณจะทำอะไรมา คุณต้องสัมภาษณ์พนักงานเกือบทุกตำแหน่ง คุณจึงต้องศึกษาและเข้าใจงานของบริษัทอย่างถ่องแท้ อย่าคิดว่าจะแบ่งหน้าที่ว่าใครทำอะไรสัมภาษณ์อย่างนั้น เพราะถึงเวลาจริงๆ ทุกคนยุ่งกับทุกอย่าง ทรัพยากรก็มีไม่มาก ดังนั้นทุกคนต้องทำงานแทนกันได้ในเวลาที่ชาติต้องการ และในวันนั้น คน IT กำลังจะสัมภาษณ์ฉันซึ่งมี background marketing! Co-founder คนนี้ได้รับมอบหมายให้ดูแล operation ในประเทศไทย ในทุกด้าน เพราะเขาแบ่งกันดูคนละประเทศ

การพูดคุยเป็นไปด้วยดี  1 สัปดาห์ต่อมา จึงมีโทรศัพท์มาจาก Head Hunter เจ้าเดิม ขอเชิญฉันไปสัมภาษณ์อีกครั้ง แต่คราวนี้ขอให้เดินทางไปประเทศที่บริษัทแม่ตั้งอยู่ ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกอะไร เพราะ multinational ใหญ่ๆ ก็ล้วนเป็นแบบนี้ บริษัทนี้ดูจะใช้ระบบเหมือนบริษัทยักษ์ใหญ่ทุกอย่าง! (ไหนว่าเป็น startup!) สัมภาษณ์รอบสุดท้ายต้องบินไปเจอคนที่ใหญ่ที่สุด ก่อนจะไป Head Hunter ขอให้ฉัน stand by เพื่อคุยกับ Regional HR ทางโทรศัพท์ก่อน ห๊ะ! ยังมีอีกด่านเหรอ ความซับซ้อนและจำนวนครั้งของการสัมภาษณ์ดูเหมือนจะเลียนแบบบริษัทใหญ่มาเลย แต่บริษัทยักษ์ใหญ่จะมี protocal หรือ ที่เราเรียกกันว่าพิธีรีตรองที่ชัดเจน คือ เจอ HR ประเทศไทยเป็นด่านแรก และเจอ Regional HR ก่อนที่จะไปเจอคนที่ดูแลประเทศไทย แล้วจึงเจอคนใหญ่สุดเป็นขั้นตอนสุดท้าย แต่ทำไมบริษัทนี้จึงกระโดดไปมาขนาดนี้? การที่บริษัทกำลังโต เริ่มมีขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อนขึ้น ต้องใช้ระบบของบริษัทใหญ่มาบริหาร แต่ยังทำงานแบบบริษัทเล็กจึงกลายเป็นระบบ Hybrid ที่สร้างความสับสนให้คนทำงานไม่ใช่น้อย..ในเวลาต่อมา

แต่เอาล่ะ ไหนๆ ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว จะไม่ไปต่อก็กระไรอยู่ ฉันจึงรับปากเดินทางไปสัมภาษณ์ที่บริษัทแม่ ก่อนการเดินทาง ฉันได้รับ e-mail จาก Regional HR ให้เตรียมตัว สิ่งที่เห็นใน e-mail ทำเอาเกือบตกเก้าอี้ .. มันคือ Fact Sheet ที่ระบุรายละเอียดการสัมภาษณ์ ซึ่งประกอบด้วย

Panel Interview โดย CEO & Co-Founder / COO & Co-founder / Head of International Market / Regional CMO / Regional CFO / Marketing Director (Thailand)  / Regional HR

นี่กะจะรุมกันเลยหรือ! 7 คน สัมภาษณ์คนๆ เดียว! นอกจากนั้นยังมีโจทย์ที่ขอให้ทำเป็น presentation ส่งไปก่อนวันสัมภาษณ์ทีจะเรียกว่าเป็น Business Plan ย่อมๆ ก็ได้ และโจทย์ก็คือ Share Your Plan to Ensure this company Becomes the Clear Market Leader in its industry in Thailand! ทำแผนงานที่จะทำให้บริษัทนี้เป็นผู้นำอย่างชัดเจนในอุตสาหรรมนี้! เฮ้ย! ในชีวิตสัมภาษณ์งานมาหลายครั้งมาก นี่เป็นครั้งแรกที่ต้องทำขนาดนี้!! ในมุมของบริษัทก็คงจะดีที่ได้เห็น candidate ในเกือบทุกแง่มุม แต่สำหรับ candidate ก็คิดว่านี่มันบริษัทอะไรกัน! ความอยากรู้ทำให้ฉันเดินต่อไป ไม่ขอหยุดกลางทาง เพราะก็เดินมาขนาดนี้แล้ว หลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นมา ฉันวิเคราะห์เองว่า บริษัทที่กำลังโตและโตเร็วขนาดนี้ ความตื่นเต้นของผู้บริหารในการหาระบบต่างๆ มาใช้จึงเข้มข้นมาก และผู้บริหารเองก็ไม่เคยบริหารบริษัทอื่นมาก่อน จึงหาคนเก่งมาร่วมงาน พวกเขามาจากบริษัทใหญ่จึงเอาระบบต่างๆ มายัดเยียดโดยไม่ได้ดูเบื้องหลังของบริษัทเหล่านี้ บางทีระบบเหล่านี้จึงไม่ได้ช่วยให้งานเร็ว แต่กลับทำให้ช้า และสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยใช่เหตุ นอกจากนั้นสิ่งหนึ่งที่ฉันติดใจตอนที่เห็น panel list ก็คือ Marketing Director ของประเทศไทย ซึ่งเป็นคนที่ต้องเป็นทีมงานคนหนึ่งของตำแหน่งนี้ เป็นคนที่ต้องสัมภาษณ์ด้วย เหตุผลที่บริษัทให้ก็คือ เพราะพวกเขาไม่รู้ culture ในประเทศไทย Marketing Director จึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นคนช่วย screen คนที่จะมาเป็นหัวหน้าเขา! ซึ่งเป็นวิธีคิดที่แปลกไม่ใช่น้อย และเหตุผลที่ไม่รู้ culture ในแต่ละประเทศนี้เองก็ทำให้ operation ในแต่ละประเทศวุ่นวายตลอดมา

และแล้ววันนั้นก็มาถึง การคุยกันเริ่มต้นด้วยการให้แนะนำสิ่งที่ทำมา แล้วก็ต่อด้วยคำถามที่ทุกคนยิงกันเป็นสลุต! เป็นวิธีการถามที่ลงลึก ละเอียด และทุกคำถามจะขอตัวอย่าง เรื่องบางเรื่องเกิดขึ้นมา 10 ปีมาแล้ว ก็ยังขอตัวอย่างๆ ละเอียดว่าทำยังไง อะไร แบบไหน เรียกว่าเป็น 3 ชม. ที่สมองทำงานหนักหนาสาหัส เพราะต้องนึกถึงรายละเอียดการทำงาน 10-20 ปีที่ผ่านมาอย่างละเอียดยิบ บางเรื่องลืมรายละเอียดไปแล้ว ก็ยังจะถามจะเอาคำตอบให้ได้! เหนื่อยที่สุดตั้งแต่เคยสัมภาษณ์งานมาเลยก็ว่าได้ หรือนี่คือวิธีการทำงานของ startup คือลงรายละเอียด..ทุกเม็ด! การถามคำถามใช้เวลาจนฉันเกือบไม่ได้ present plan ที่ทำมา แต่พวกเขาก็บอกว่าเห็น plan กันหมดแล้ว เหลือเวลาให้ present plan ไม่ถึง 10 นาที! (นี่มัน pitch ชัดๆ!!!)

ฉันบินกลับประเทศไทยด้วยสภาพสะบักสะบอมเพราะสมองทำงานหนัก และเหนื่อยอ่อนมาก ย้ำ! เหนื่อยที่สุดตั้งแต่เคยสัมภาษณ์งานมา.. 3 วันต่อมา ฉันได้รับโทรศัพท์จาก Head Hunter รายเดิม แจ้งว่าบริษัทนี้สนใจอยากให้ไปร่วมงานด้วย และถามความคาดหวังในเรื่องของเงินเดือนและค่าตอบแทน ฉันก็ตอบไปตามเหมาะสม และอีก 1 สัปดาห์ต่อมาฉันก็ได้รับการ offer จากบริษัทนี้ ส่วนของเงินเดือนอยู่ในระดับที่บริษัทใหญ่ๆ บางทียังไม่กล้าจ่าย และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ จำนวนหุ้นที่ให้แบบไม่มีเงื่อนไข และราคาหุ้นที่คำนวณแล้วปฎิเสธไม่ลง ปกติบริษัทใหญ่ๆ จะให้หุ้น ต้องรอทำงานครบ 3 ปีขึ้นไปหรือมากกว่าจึงจะขายได้ แต่ที่นี่ไม่ใช่! ครบ 1 ปีเอาไปเลย ขายได้ทันทีไม่ต้องรออะไรทั้งสิ้น ปีที่ 2, 3, 4, 5 ได้อีกทุกปีแบบมากขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นการให้แบบการันตีจำนวนและไม่มีเงื่อนไข โดยหากผลงานดีจะมีส่วนที่เป็น incentive เพิ่มให้ต่างหาก! ช่างใจป้ำดีแท้ๆ แม่เจ้าโว๊ย!

และแล้วการเดินทางของฉันในบริษัทแห่งนี้ก็เริ่มขึ้น!

วันแรกที่ฉันก้าวเข้าไปที่ office ของบริษัทแห่งนี้…

กรุณาติดตามตอนต่อไป

The Mentor Thailand

#เล่าจากเรื่องจริง

 

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *