เรื่องเล่าจากวงสนทนานักลงทุน

นักลงทุนระดับโลกเลือกลงทุนในสตาร์ทอัพแบบไหน มาฟังเรื่องเล่าจากวงสนทนาของนักลงทุนกัน

ได้มีโอกาสฟังนักลงทุนระดับโลกนั่งคุยกันถึงการลงทุนในสตาร์ทอัพ พวกเขาตัดสินใจอย่างไรว่าจะลงทุนในบริษัทไหน ลองมาฟังแล้วดูซิว่าเราเข้าเกณฑ์นั้นหรือปล่าว

สิ่งที่นักลงทุนมองมีอยู่ไม่กี่อย่าง ไม่ว่าจะเป็นระดับโลก หรือภายในประเทศ ก็มักมีเกณฑ์การพิจารณาที่ไม่ต่างกันมากนัก

จุดสำคัญที่สุดที่นักลงทุนทุกคนพิจารณาก่อนเลยก็คือ Founder เพราะ Founder ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดว่าจะพาธุรกิจนั้นไปรอดหรือไม่ ในหมู่นักลงทุน เราจึงพูดกันว่า เราลงทุนใน Founder ไม่ใช่สตาร์ทอัพ Founder ดี ธุรกิจก็ได้เปรียบไปกว่าครึี่ง ต่อไปก็คือการดูว่า Team มีความพร้อมและศักยภาพแค่ไหน บางครั้งทุกอย่างดูจะลงตัว แต่ทีมผู้ก่อตั้งมี skill เดียวกันทั้งทีม ขาดความหลากหลาย นักลงทุนก็จะมองไกลไปถึงว่า แล้วองค์ประกอบที่จะต้องมีเพื่อทำให้ธุรกิจเดินไปได้ ใครจะเป็นคนทำ? หากทีมไหนมี skill ด้านต่างๆ ครบทั้ง Tech การตลาด และคนที่เคยอยู่ในอุตสาหกรรมนั้นมาก่อน ก็จะถือว่ามีครบ โล่งใจนักลงทุนไปหนึ่งเปราะ

ต่อไปก็คือดูว่าโมเดลธุรกิจแข็งแรงแค่ไหน มีความได้เปรียบในการแข่งขันหรือไม่ และความสามารถในการจะทำกำไรมีแค่ไหน จุดนี้สำคัญทีเดียว เพราะนักลงทุนเขาลงทุนเพื่อจะให้บริษัทนั้นทำกำไร ถัดไปสิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่นักลงทุนพิจารณาอย่างแน่นอนก็คือ มี Tech หรือ developer ในทีมหรือไม่? หากไม่มีนักลงทุนก็จะกุมขมับ เพราะการต้องไปจ้าง outsource ในการพัฒนา platform มักจะมีราคาสูงจนเงินทุนที่ได้ไปมักถูกจะ burn ไปกับการพัฒนา platform ซึ่งต้องปรับไปมาอยู่ตลอดเวลา ถ้ายังไม่มี developer ในทีม ก็คงต้องถึงเวลาไล่ล่ากันแล้ว

สุดท้ายที่มีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือเป็นธุรกิจที่ป้องกันคู่แข่งขันได้มากแค่ไหน (barrier to entry) หากว่าทีมมีจุดแข็งเพียงพอที่อยู่เหนือคู่แข่งขัน ก็จะได้คะแนนเพิ่มพอสมควร นอกจากนั้นยังมีเรื่องความสามารถในการเติบโต เป็น model ที่สามารถข้ามประเทศไปใช้ทีอื่นได้หรือไม่ และเป็นสิ่งที่มาช่วยตอบโจทย์ในอุตสหกรรมนั้นๆ แค่ไหน ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญทั้งสิ้น จะให้ความสำคัญสิ่งไหนมากน้อย ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละธุรกิจที่มีธรรมชาติแตกต่างกัน

ตอนนี้เราก็พอจะให้คะแนนตัวเองได้แล้วใช่ไหมว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้น จะได้คะแนนเท่าไหร่จากนักลงทุน! สุดท้ายนักลงทุนคนหนึ่งบอกว่า นอกจากสิ่งเหล่านี เขายังดูด้วยว่า Founder นั้นใช้ชีวิตแบบไหนหลังจากที่ได้เงินทุนไป นั่นแปลว่าถ้าเอาเงินไปใช้ผิดที่ผิดทาง ก็อยู่ในวิสัยที่นักลงทุนจะตัดการลงทุน หรือไม่ลงต่อในรอบต่อๆ ไป!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *